40 แหล่งมรดกโลกในอินเดีย [อัพเดทปี 2021]

แหล่งมรดกโลก (World Heritage Site) คือพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นสถานที่สำคัญต่อประโยชน์โดยรวมของมนุษยชาติ เนื่องจากมีลักษณะสำคัญทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือด้านอื่นๆ โดยปัจจุบันมีมรดกโลกทั้งหมด 1,154 แห่ง ใน 167 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 897 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 218 แห่ง และอีก 39 แห่งเป็นแบบผสมทั้งสองประเภท

ปัจจุบัน (ปี ค.ศ. 2021) อินเดียมีแหล่งมรดกโลกทั้งหมด 40 แห่ง ประกอบด้วยมรดกโลกทางวัฒนธรรม 32 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 7 แห่ง และมรดกโลกแบบผสมอีก 1 แห่ง

วันนี้เราลองมาทำความรู้จักแหล่งมรดกโลกเหล่านี้กันดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง และที่ไหนน่าไปเยือนให้เห็นกับตาสักครั้งบ้าง


สารบัญ

มรดกโลกทางวัฒนธรรม

  1. ป้อมอัครา
  2. ถ้ำอชันตา
  3. ถ้ำเอลโลรา
  4. ทัชมาฮาล
  5. กลุ่มโบราณสถานแห่งมหาพลีปุรัม
  6. อารามสุริยะ ณ โกณารัก
  7. โบสถ์และคอนแวนต์แห่งกัว
  8. ฟาเตห์ปูร์ สิครี 
  9. กลุ่มโบราณสถานแห่งฮัมปี
  10. กลุ่มโบราณสถานแห่งขชุราโห
  11. ถ้ำเอเลฟันตา
  12. มหาอารามแห่งโจฬะ
  13. กลุ่มโบราณสถานแห่งปัตตทากาล
  14. กลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี
  15. หลุมฝังพระบรมศพของจักรพรรดิหุมายูน 
  16. กุตุบมีนาร์และโบราณสถาน
  17. ทางรถไฟสายภูเขาแห่งอินเดีย
  18. วัดมหาโพธิพุทธคยา
  19. เพิงหินภีมเพฏกา
  20. อุทยานโบราณคดีจัมปาเนร์-ปาวาคาท
  21. สถานีฉัตรปติศิวาชี 
  22. ป้อมแดง
  23. จันทรมันตรา
  24. ป้อมเนินแห่งราชสถาน
  25. รานีกีวาฟ
  26. แหล่งโบราณคดีนาลันทามหาวิหาร
  27. งานสถาปัตยกรรมของเลอกอร์บูซีเย
  28. นครประวัติศาสตร์อาห์มดาบาด
  29. กลุ่มอาคารวิกตอเรียโกธิกและอาร์ตเดโคแห่งมุมไบ
  30. เมืองชัยปุระ
  31. เทวาลัยกากตียรุเทรศวร (รามัปปา) รัฐเตลังคานา
  32. โธฬาวีรา

มรดกโลกทางธรรมชาติ

  1. อุทยานแห่งชาติกาซีรังคา
  2. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามานัส
  3. อุทยานแห่งชาติเกวลาเทวะ 
  4. อุทยานแห่งชาติสุนทรพน
  5. อุทยานแห่งชาตินันทาเทวีและหุบเขาดอกไม้
  6. เทือกเขากาตตะวันตก
  7. อุทยานแห่งชาติหิมาลัย

มรดกโลกแบบผสม

  1. อุทยานแห่งชาติคังเชนเซิงงา

มรดกโลกทางวัฒนธรรม 32 แห่ง

1. ป้อมอัครา (Agra Fort)

ป้อมอัครา ตั้งอยู่ที่เมืองอัครา (Agra) รัฐอุตตรประเทศ ห่างจากทัชมาฮาลเพียง 2.5 กิโลเมตร มีสถาปัตยกรรมสวยงามโดดเด่นด้วยอิฐสีส้มตามแบบฉบับจักรวรรดิโมกุล (Mughal Empire) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1080 ภายในป้อมมีพระราชวัง ท้องพระโรง สวนสวยงาม ซึ่งเป็นที่ประทับหลักของราชวงศ์โมกุลจนถึงปี ค.ศ. 1638 ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงมายังเดลี และถูกจักรวรรดิอังกฤษเข้ามาครอบครองในเวลาต่อมา


2. ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves)

ถ้ำอชันตา ตั้งอยู่ที่เมืองออรังคาบาด (Aurangabad) รัฐมหาราษฏระ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 350 โดยพระภิกษุในสมัยนั้นได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้และเห็นว่าเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมกรรมฐาน จึงได้เจาะภูเขาสร้างเป็นกุฏิ โบสถ์ วิหาร ฯลฯ ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน และภาพจิตกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดก ถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี พ.ศ. 2362 และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นถ้ำที่มีภาพเขียนสีงดงามที่สุด เพราะแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 1,500 ปี แต่ภาพเขียนก็ยังคงมีลายเส้นและสีสันสมบูรณ์


3. ถ้ำเอลโลรา (Ellora Caves)

ถ้ำเอลโลรา ตั้งอยู่ที่เมืองออรังคาบาด รัฐมหาราษฏระเช่นกัน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 9-12 โดยเป็นศาสนสถานที่เจาะเข้าไปในภูเขาเช่นเดียวกับถ้ำอชันตา มีถ้ำรวมทั้งหมด 34 ถ้ำ ที่รวมศาสนา 3 ศาสนาเข้าไว้ด้วยกัน คือ พุทธ ฮินดู และเชน (Jainism) โดยมีวิหารไกรลาสเป็นจุดเด่น เนื่องจากสลักจากหินก้อนเดียวจากด้านบนลงมาด้านล่าง

อ่านต่อ: 20 เรื่องที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับอินเดีย


4. ทัชมาฮาล (Taj Mahal)

ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ที่เมืองอัครา รัฐอุตตรประเทศ ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่คงไม่ต้องสาธยายมากถึงความงดงาม และเรื่องราวเล่าขานกันมาว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความรักระหว่างพระเจ้าชาห์ จาฮาน และพระมเหสีมุมตัช มาฮาล ซึ่งจะสวยแค่ไหนคงต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

taj mahal 1
taj-mahal

5. กลุ่มโบราณสถานแห่งมหาพลีปุรัม (Group of Monuments at Mahabalipuram)

กลุ่มโบราณสถานแห่งมหาพลีปุรมะ อยู่ในรัฐทมิฬนาฑู สร้างขึ้นในในคริสต์ศตวรรษที่ 7-8 ประกอบด้วยอนุสาวรีย์และวัดฮินดูกว่า 40 แห่ง ที่แกะสลักขึ้นมาจากหินแกรนิตตลอดชายฝั่งโคโรมานเดล (Coromandel) มีชื่อเสียงในเรื่องวัดที่มีรูปร่างเป็นราชรถ แท่งหินยักษ์กลางแจ้ง เช่น Descent of the Ganges อันโด่งดัง และประติมากรรมจำนวนมากสำหรับบูชาพระศิวะ


6. อารามสุริยะ ณ โกณารัก (Sun Temple, Konarak)

อารามสุริยะ ตั้งอยู่ในเมืองโณารัก (Konarak) ใกล้แนวชายฝั่งในเมืองปุรี (Puri) ในรัฐโอดิชา (Odisha) เป็นศาสนสถานสำหรับบูชาสุริยะเทพ สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีการประดับตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ นับเป็นศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดีย

sun temple 1

7. โบสถ์และคอนแวนต์แห่งกัว (Churches and Convents of Goa)

เมืองกัว (Goa) ในปัจจุบันขึ้นชื่อในฐานะเมืองชายทะเลที่โปรดปรานของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ในสมัยก่อนเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของโปรตุเกสอินดีส จึงเต็มไปด้วยโบสถ์และคอนแวนต์จำนวนมาก โบสถ์ที่สำคัญ ได้แก่ โบสถ์แห่งบอมจีซัส (Bom Jesus) ซึ่งมีหลุมฝังศพของเซนต์ฟรานซิส-ซาเวียร์ แสดงให้เห็นภาพของ คริสตศาสนาในเอเชีย และอิทธิพลที่เผยแพร่ไปในรูปแบบศิลปะของมานูเอลไลน์ (Manueline) แมนเนอริสต์ (Mannerist) และบาโรค (Baroque) ในทุกประเทศในเอเชียที่มีที่ทำการของคณะผู้เผยแพร่ศาสนา

Churches and Convents of Goa 1
Churches and Convents of Goa

8. ฟาเตห์ปูร์ สิครี (Fatehpur Sikri)

ฟาเตห์ปูร์ สิครี เป็นเมืองร้างบนเขาในรัฐอุตตประเทศ สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิอัคบาร์ (Akbar) ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยเป็นนครหลวงของจักรวรรดิโมกุลยาวนานราว 10 ปี และถูกทิ้งร้างไปเนื่องจากขาดแคลนแหล่งน้ำ จึงย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองละฮอร์ (Lahore) แทน ภายในเมืองประกอบด้วยโบสถ์สถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซียผสมอินเดีย และยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์เนื่องจากผ่านการใช้งานเพียงไม่กี่ปี


9. กลุ่มโบราณสถานแห่งฮัมปี (Group of Monuments at Hampi)

ฮัมปี (Hampi) เป็นเมืองหลวงสุดท้ายของอาณาจักรฮินดู ซึ่งก็คืออาณาจักรวิจายานครา (Vijayanagara Kingdom) หรือ วิชัยนคร ซึ่งรุ่งเรืองถึงขีดสุดในปี ค.ศ. 1336 – 1565 กลุ่มโบราณสถานแห่งฮัมปีจึงประกอบไปด้วยวัดและพระราชวังศิลปะดราวิเดียนมากมาย ที่แม้จะเก่าแก่จนเหลือแต่โครงและซากปรักหักพัง แต่ก็แสดงถึงความรุ่งเรืองในอดีตได้เป็นอย่างดี

Hampi 1

10. กลุ่มโบราณสถานแห่งขชุราโห (Khajuraho Group of Monuments)

กลุ่มโบราณสถานแห่งขชุราโห สร้างขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 950 – 1050 มีวัดประมาณ 20 แห่ง แบ่งออกเป็นหมู่วิหาร 2 แห่งคือ หมู่วิหารตะวันตก (The World Famous Western Group of Temples) กับหมู่วิหารตะวันออก (Eastern Group or Temples) ว่ากันว่าวิหารที่นี่มิได้มีชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเพราะภาพแกะสลัก “กามสูตร” (Kamasutra) ที่ประดับรอบๆ วิหาร ที่แสดงถึงตัณหาของมนุษย์

khajuraho-group-of-monuments
khajuraho-group-of-monument-1

11. ถ้ำเอเลฟันตา (Elephanta Caves)

ถ้ำเอเลฟันตา อยู่บนเกาะเอเลฟันตา ในทะเลโอมาน สามารถนั่งเรือเฟอร์รี่จากเมืองมุมไบข้ามไปได้ หมู่โบราณสถานประกอบด้วยโบสถ์พราหมณ์ลัทธิไศวะ 5 แห่ง และซากของสถูปพุทธบางส่วน เชื่อว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ราว 2 ศตวรรศก่อนคริสต์ศตวรรศ ภายในหมู่ถ้ำเป็นรูปปั้นแกะสลักเข้าไปในหิน แสดงเทพฮินดูและพุทธศาสนบุคคล แกะสลักในหินบะซอลต์ เทวรูปส่วนใหญ่ถูกทำลาย ตัดเศียร สลักพระพักตร์ออกไปหมดแล้ว แต่ยังคงมีประติมากรรมชิ้นเอกคือ มเหศวรมูรติ หรือ พระตรีมูรติ ขนาดครึ่งองค์ สูง 5 เมตร

Elephanta_Caves
Elephanta Caves 1

12. มหาอารามแห่งโจฬะ (Great Living Chola Temples)

มหาอารามแห่งโจฬะ สร้างขึ้นโดยบรรดากษัติริย์แห่งจักรวรรดิโจฬะ ซึ่งปกครองอินเดียตอนใต้ตั้งแต่ช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีบริเวณทอดยาวไปทางแถบอินเดียตอนใต้ทั้งหมดและหมู่เกาะใกล้เคียง มหาอารามเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญ 3 แห่งที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ได้แก่วัด Brihadisvara ที่ตันจาวูร์ (Thanjavur) วัด Brihadisvara ที่ Gangaikondacholisvaram และวัด Airavatesvara ที่ดาราสุราม (Darasuram) เอกลักษณ์ของศิลปะของมหาอารามแห่งโจฬะคือการสร้างวัดด้วยหิน ไม่มีการทาสีเหมือนวัดอื่นๆ ในอินเดียใต้ และมีการแกะสลักตั้งแต่บันไดขั้นแรกขึ้นไปจนถึงยอดวิมาน


13. กลุ่มโบราณสถานแห่งปัตตทากาล (Group of Monuments at Pattadakal)

กลุ่มโบราณสถานแห่งปัตตทากาล ในรัฐกรณาฏกะ แสดงให้เห็นถึงศิลปะระดับสูงในคริสต์ศตวรรษที่ 7 และ 8 ภายใต้ราชวงศ์จาลุกยะ (Chalukya) ที่ผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมจากอินเดียเหนือและใต้ ประกอบด้วยวัดฮินดู 9 แห่ง และศาสนาสถานศาสนาเชน งานชิ้นเอกคือวัดแห่งวิรูปักษา (Virupaksha Temple) สร้างในปี ค.ศ. 740 โดยราชินีโลกามหาเทวี เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงชัยชนะที่พระสวามีได้รับเหนือบรรดากษัตริย์จากทางใต้

Group of Monuments at Pattadakal 1
Group of Monuments at Pattadakal

14. กลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี (Buddhist Monuments at Sanchi)

กลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี ตั้งอยู่บนภูเขาคล้ายที่ราบ ห่างจากเมืองโภปาล (Bhopal) ราว 40 กิโลเมตร ประกอบด้วยกลุ่มอนุสรณ์สถานทางพุทธศาสนา ได้แก่ แท่งหินขนาดใหญ่ พระราชวัง โบสถ์วิหาร และวัดวาอาราม ส่วนใหญ่กำหนดอายุได้ประมาณ 200 – 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธที่เก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ และเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาในอินเดียจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12

Buddhist Monuments at Sanchi
Buddhist Monuments at Sanchi 1

15. หลุมฝังพระบรมศพของจักรพรรดิหุมายูน เดลี (Humayun’s Tomb, Delhi)

สุสานสร้างด้วยหินทรายแดง เพื่อเป็นสถานที่ฝังพระบรมศพของจักรพรรดิหุมายูน กษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์โมกุล สร้างขึ้นปี ค.ศ. 1565 มีความโดดเด่นอยู่ที่สวนซึ่งมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลายอันมาต่อกันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสใหญ่ ถือเป็นหลุมศพในสวนแห่งแรกบนแว่นแคว้นของอินเดีย และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่พระเจ้าชาห์ จาฮาน ผู้เป็นเหลนของพระเจ้าหุมายูน ในการก่อสร้างทัชมาฮาลในเวลาต่อมา

Humayun’s Tomb 1
Humayun’s Tomb

16. กุตุบมีนาร์และโบราณสถาน เดลี (Qutub Minar and its Monuments, Delhi)

กุตุบมีนาร์ เป็นหอคอยหินทรายสีแดงสูง 72.5 เมตร ลอกรูปแบบมาจาก Minaret of Jam ในอัฟกานิสถาน ผสมผสานเข้ากับศิลปะอินเดียโดยการเพิ่มระฆังบนพวงมาลัยและขอบทรางดอกบัวเข้าไปในงานแกะสลัก ถือเป็นหอคอยสุเหร่าที่สูงที่สุดในโลก ภายในโบราณสถานยังมีซากปรักหักพังมากมาย และหอคอยเหล็กที่แม้จะยืนหยัดกล้างแจ้งมานานหลายปีแต่กลับไม่มีสนิมเกาะเลย

Qutub Minar and its Monuments 1
Qutub Minar and its Monuments

17. ทางรถไฟสายภูเขาแห่งอินเดีย (Mountain Railways of India)

ทางรถไฟสายภูเขาแห่งอินเดีย ได้รับคำนิยามจากยูเนสโกว่าเป็นความยอดเยี่ยมและชาญฉลาดเชิงวิศวกรรมในการสร้างทางรถไฟพิชิตความยากและความชันของเทือกเขาสูง ซึ่งเป็นทางรถไฟระบบรางเล็กและใช้หัวจักรดีเซลแบบดั้งเดิม มีทั้งหมด 5 สาย แต่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกประกอบด้วยทางรถไฟ 3 สาย ได้แก่

1) สายดาร์จีลิง หิมาลัย (Darjeeling Himalayan Railway) – จากสถานีนิวจัลปัยกูรี (New Jalpaiguri) ถึงสถานีดาร์จีลิง (Darjeeling) รัฐเบงกอลตะวันตก รวมระยะทาง 78 กิโลเมตร

2) สายเทือกเขาแห่งนิลกีรี (Nilgiri Mountain Railway) – จากสถานี Coimbatore Junction ถึงสถานี Udhagamandalam ในรัฐทมิฬนาฑู รวมระยะทาง 46 กิโลเมตร

3) สายกัลกา ชิมลา – จากสถานีกัลกา (Kalka) ถึงสถานีชิมลา (Shimla) รวมระยะทาง 96 กิโลเมตร

Montain Railways of India
Montain Railways of India 1

18. วัดมหาโพธิพุทธคยา (Mahabodhi Temple Complex at Bodh Gaya)

วัดมหาโพธิ ณ เมืองพุทธคยา เป็น 1 ใน 4 พุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุดของชาวพุทธ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสนสถานหลังแรกสร้างโดยจักรพรรดิอโศกเมื่อ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช และมีการปรับปรุงเรื่อยมา คาดว่าศาสนสถานหลังปัจจุบันมีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 หรือ 6 (พุทธศตวรรษที่ 10 หรือ 11) เป็นวัดพุทธศาสนายุคแรกแห่งหนึ่งที่สร้างด้วยอิฐ ซึ่งยังคงยืนหยัดอยู่ในอินเดียมาตั้งแต่ปลายสมัยคุปตะ

Mahabodhi Temple Complex at Bodh Gaya

19. เพิงหินภีมเพฏกา (Rock Shelters of Bhimbetka)

เพิงหินภีมเพฏกา อยู่ท่ามกลางป่าทึบในเชิงเขา Vindhyan ทางใต้ของที่ราบสูงในอินเดียกลาง มีความโดดเด่นที่ภาพเขียนบนหินที่บอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ยุคหิน อาทิ การเต้นรำ การล่าสัตว์ การคลอดลูก พิธีกรรมต่างๆ คาดว่าวาดขึ้นในราวยุคหินกลางจนถึงยุคประวัติศาสตร์ หรือราว 3 หมื่นปีมาแล้ว

Rock Shelters of Bhimbetka copy
Rock Shelters of Bhimbetka 1

20. อุทยานโบราณคดีจัมปาเนร์-ปาวาคาท (Champaner-Pavagadh Archaeological Park)

อุทยานโบราณคดีจัมปาเนร์-ปาวาคาท ประกอบด้วยป้อมปราการภูเขาของเมืองหลวงฮินดูยุคแรก และร่องรอยเมืองหลวงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 ของรัฐคุชราต ประกอบด้วยป้อมปราการ พระราชวัง ศาสนสถาน ที่อยู่อาศัย โครงสร้างทางการเกษตรและระบบชลประทาน ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 8-14 โดยมีวัดสำคัญคือ วัดกาลิกามาตา (Kalika Mata Temple) บนยอดเขาปาวาคาท (Pavagadh) ถือเป็นที่บูชาสักการะสำคัญที่ดึงดูดนักแสวงบุญจำนวนมากตลอดปี แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นแหล่งเดียวที่สมบูรณ์และยังคงสภาพนครอิสลามยุคก่อนโมกุลไว้ไม่เปลี่ยนแปลง


21. สถานีฉัตรปติศิวาชี (Chhatrapati Shivaji Terminus)

สถานีรถไฟที่โดดเด่นที่สุดในมุมไบแห่งนี้มีชื่อเดิมว่า สถานีรถไฟวิคตอเรีย (Victoria Terminus) ตัวอาคารสไตล์โกธิควิคตอเรียชั้นสูง มีโดมหินเด่นสะดุดตา ยอดแหลมสูง แต่ก็คล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมอินเดียโบราณ ราวกับเป็นการพบกับของ 2 วัฒนธรรม ในปี ค.ศ. 1966 หลังจากอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีฉัตรปติศิวาชี

Chhatrapati Shivaji Terminus
Chhatrapati Shivaji Terminus 1

22. ป้อมแดง (Red Fort Complex)

ป้อมแดง สร้างขึ้นในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในสมัยจักรวรรดิโมกุล โดยจักรพรรดิชาห์ จาฮาน ซึ่งย้ายเมืองหลวงจากเมืองอัครามายังเดลี ภายในป้อมเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุลไปจนถึงปี ค.ศ. 1857 เมื่อจักรพรรดิฮาดูร์ชาห์ซาฟาร์ เสด็จลี้ภัยจากรัฐบาลบริติชอินเดีย ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีฉลองเอกราชของอินเดีย ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคมของทุกปี

Red Fort copy

23. จันทรมันตรา แห่งชัยปุระ (The Jantar Mantra, Jaipur)

จันทรมันตรา ณ เมืองชัยปุระ เป็นสถานที่สังเกตการณ์ดาราศาสตร์ด้วยตาเปล่าที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถือเป็นหอดูดาวแห่งแรกของอินเดีย และเป็น 1 ใน 5 จันทรา มันตรา ที่มหาราชาสวาอี สิงห์ ที่ 2 (Sawai Singh II) แห่งราชวงศ์โมกุล ได้ทรงสร้างขึ้น (อีก 4 แห่งอยู่ที่เดลี อุชเชน พาราณสี และมธุรา) ได้รับการยกย่องโดยองค์การยูเนสโกว่า “เป็นการแสดงออกถึงความชาญฉลาดทางดาราศาสตร์และแนวความคิดทางจักรวาลของราชสำนักโมกุล”

The Jantar Mantra, Jaipur 1

24. ป้อมเนินแห่งราชสถาน (Hill Forts of Rajasthan)

ป้อมปราการในรัฐราชสถานมีอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากแทบทุกเมืองมักมีป้อมเป็นของตัวเองอยู่แล้ว แต่องค์การยูเนสโกได้คัดเลือกป้อมที่มีความพิเศษจำนวน 6 ป้อม ให้เป็นแหล่งมรดกโลก ได้แก่

1) Chittorgarh Fort – ป้อมที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ภายในป้อมมีพระราชวัง พิพิธภัณฑ์ หอคอย วัด และแหล่งเก็บน้ำหลายแห่ง

Chittorgarh Fort - Chittorgarh

2) Kumbhalgarh Fort – ป้อมบนเขาท่ามกลางป่าทึบ ความยาวของกำแพงป้อมเป็นรองเพียงแค่กำแพงเมืองจีนเท่านั้น ภายในมีวัดกว่า 359 แห่ง

Hills Fort - Kumbhalgarh Fort

3) Ranthambore Fort – ป้อมเก่าแก่ตั้งอยู่บนแนวสันเขาในอุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์ (Ranthambore National Park) ท่ามกลางป่าอุดมสมบูรณ์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งดูเสือที่ดีที่สุดในอินเดีย

Hills Fort - Ranthambore Fort

4) Gagron Fort – ป้อมระหว่างแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำ Kali Sindh และแม่น้ำ Ahu ด้านหลังเป็นป่าดิบ เป็นป้อมปราการแห่งเดียวในราชสถานที่มีทั้งแม่น้ำและป่าเป็นเกราะป้องกันรอบด้าน

Hills Fort - Gagron Fort

5) Amber Fort – ป้อมบนเนินเขา ห่างจากตัวเมืองชัยปุระเพียง 11 กม. สร้างขึ้นด้วยหินทรายผสมหินอ่อน โดดเด่นด้วยพระราชวังที่ประดับประดาด้วยกระจก มีลานที่ออกแบบให้ลมเย็นจากทะเลสาบด้านล่างสามารถพัดขึ้นมาได้

Hills Fort - Amber Fort

6) Jaisalmer Fort – ป้อมเก่าแก่อันดับ 2 ของอินเดีย รองจากป้อม Chittorgarh Fort และเป็นป้อมเดียวในอินเดียที่ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ สร้างจากหินทรายจากทะเลทรายธาร์ ซึ่งดูราวกับสีทองยามพระอาทิตย์ขึ้นและตก

Hills Fort - Jaisalmer Fort

25. รานีกีวาฟ (Rani ki Vav, Gujarat)

รานีกีวาฟ หรือ บ่อน้ำของราชินี ตั้งอยู่ในเมืองปาตัน (Patan) รัฐคุชราต สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่กษัตริย์ภีมเทพที่ 1 (Bhimdev I) แห่งราชวงศ์โสลันกี บ่อน้ำแห่งนี้เป็นระบบกักเก็บและแหล่งน้ำใต้ดินที่มีลักษณะโดดเด่น ค่อยๆ ถูกพัฒนามาตลอดตั้งแต่ยุค 3,000 ปีก่อนคริสตกาล จากตาน้ำใต้ดินจนกลายเป็นงานศิลปะและสถาปัตยกรรมในสไตล์ มารุ-คุชรา (Maru-Gujara) ตัวบ่อน้ำแบ่งออกเป็น 7 ชั้น ประกอบด้วยประติมากรรมมากกว่า 500 ชิ้น และภาพทางศาสนาและเทพเจ้ารวมกว่า 1,000 ชิ้น

Rani ki vav, Gujarat
Rani ki vav, Gujarat 1

26. แหล่งโบราณคดีนาลันทามหาวิหาร (Archaeological Site of Nalanda Mahavihara)

แหล่งโบราณคดีนาลันทามหาวิหาร ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วง 300 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก และเป็นสถานที่สอนพุทธศาสนา แต่ภายหลังล่มสลายลงเพราะถูกรุกรานจากกองทัพมุสลิมเติร์ก ในประมาณปี พ.ศ. 1742 แต่ในปี พ.ศ. 2494 ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ ในชื่อ “นวนาลันทามหาวิหาร”

Archaeological Site of Nalanda Mahavihara 1
Archaeological Site of Nalanda Mahavihara

27. งานสถาปัตยกรรมของเลอกอร์บูซีเย (The Architectural Work of Le Corbusier)

งานสถาปัตยกรรมของเลอกอร์บูซีเย ประกอบด้วยอาคารจำนวน 17 โครงการ ที่ออกแบบโดยเลอกอร์บูซีเย สถาปนิกชาวฝรั่งเศส-สวิส ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศทั่วโลก ในอินเดียมีอยู่ 1 โครงการ ได้แก่ อาคารสภาจัณฑีครห์ (Capitol Complex, Chandigarh) ประกอบไปด้วยอาคาร 3 แห่ง ได้แก่ Palace of Assembly (Legislative Assembly), Secretariat Building และ High Court รวมถึงอนุสาวรีย์อีก 4 แห่ง ได้แก่ Open Hand Monument, Geometric Hill, Tower of Shadows และ Martyrs Monument และทะเลสาบอีก 1 แห่ง


28. นครประวัติศาสตร์อาห์มดาบาด (Historic City of Ahmedabad)

เมืองอาห์มดาบาด (Ahmedabad) ก่อตั้งโดยสุลต่านอาห์มัด ชาห์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เต็มไปด้วยมรดกทางสถาปัตยกรรมแบบสุลต่าน สถานที่โด่งดัง ได้แก่ Bhadra Citadel กำแพงเมืองแห่งป้อมปราการ สุเหร่า หลุมฝังศพ รวมถึงวัดในศาสนาฮินดูและเชนที่สร้างขึ้นในสมัยต่อมา

Historical City of Ahmedabad
Historical City of Ahmedabad 1

29. กลุ่มอาคารวิกตอเรียโกธิกและอาร์ตเดโคแห่งมุมไบ (The Victorian Gothic and Art Deco Ensembles of Mumbai)

กลุ่มอาคารวิกตอเรียโกธิกและอาร์ตเดโคแห่งมุมไบ ประกอบด้วยอาคารในย่าน Fort Precinct รอบ Oval Maidan หรือลานพักผ่อนหย่อนใจที่เรียกกันว่า the Esplanade บนถนน Marine Drive เลียบชายทะเล


30. เมืองชัยปุระ ราชสถาน (Jaipur, Rajasthan)

เมืองชัยปุระ หรือ “นครสีชมพู” ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1727 โดยมหาราชาสวาอี ชัย สิงห์ ที่ 2 (Sawai Jai Singh II) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากราชบุตรราชวงศ์กาญจวาหา และในปี ค.ศ. 1876 ในรัชสมัยของมหาราชาสวาอี ราม สิงห์ (Sawai Ram Singh) ได้มีพระบัญชาให้ทาสีอาคารต่างๆ เป็นสีชมพู เพื่อต้อนรับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด แห่งเวลส์ ในคราที่เสด็จเยือนชัยปุระอย่างเป็นทางการ ซึ่งยังคงไว้จนถึงปัจจุบันและได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของชัยปุระจนถึงทุกวันนี้

Jaipur, Rajasthan 1
Jaipur, Rajasthan 2

31. เทวาลัยกากตียรุเทรศวร (รามัปปา) รัฐเตลังคานา (Kakatiya Rudreshwara (Ramappa) Temple, Telangana)

วัดกากตียะรุเทรศวร หรือรามัปปาเทวาลัย เป็นเทวาลัยในหุบเขาในหมู่บ้านปลัมเปต (Palampet) มณฑลเวนกตปุระ (Venkatapur mandal) รัฐเตลังคานา ทางตอนใต้ของอินเดีย สร้างขึ้นในราวปี ค.ศ. 1213 ในรัชสมัยของจักรวรรดิคณปตีเทวะ (Ganapatideva) โดยนายพลแห่งจักรวรรดิกากตียะ นามว่า เรจรละ รุทร (Recharla Rudra) เทวาลัยนี้จัดเป็นประเภทศิวาลัย (หรือ ศิวาลยัม; Sivalayam) หมายถึงเทวาลัยที่บูชาพระศิวะ โดยที่เทวาลัยนี้มีรามลึงเคศวรเป็นองค์ประธาน มาร์โกโปโลขณะเดินทางมายังจักรวรรดิกากตียะ เคยเรียกขานเทวาลัยนี้ว่าเป็น “ดวงดาราที่เฉิดฉายสว่างไสวที่สุดในบรรดาจักรวาลของเทวาลัยทั้งปวง” (the brightest star in the galaxy of temples) ตัวอาคารของรามัปปเทวาลัยตั้งอยู่บนฐานรูปดาวสูง 6 ฟุต (1.8 เมตร) ชื่อ รามปัปปะ/รามัปปา ตั้งตามชื่อช่างแกะสลักหรือก่อสร้างเทวาลัย อย่างไรก็ตาม ลักษณะการตั้งชื่อเทวาลัยตามชื่อช่างผู้ก่อสร้างนั้นไม่ค่อยปรากฏมากโดยทั่วไปในอินเดีย เป็นไปได้ว่าเทวาลัยนี้อาจเป็นเทวาลัยแห่งเดียวในอินเดียที่ตั้งชื่อตามช่างผู้ออกแบบ


32. โธฬาวีรา (Dholavira: a Harappan City)

โธฬาวีรา (Dholavira) เป็นแหล่งโบราณคดีในหมู่บ้านขาทีรเพต (Khadirbet) ในตลุกะภจาว อำเภอกูตจ์ รัฐคุชราต เป็นซากของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ/ฮารัปปา โธฬาวีราเป็นหนึ่งในห้าแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่ที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่ง และถือกันว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น โดยเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมขนาด 120 เอเคอร์ ตั้งอยู่ขนาบระหว่างลำธารมันสาร์ (Mansar) ในทางเหนือ และมันหาร์ (Manhar) ในทางใต้ เข้าใจว่ามีประชากรอยู่อาศัยในระหว่างราว 2,650 ปีก่อนคริสต์ศักราช ก่อนจะค่อย ๆ ลดจำนวนลงในราว 2,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช และถูกทิ้งร้างไปช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะมีผู้กลับมาอยู่อาศัยอีกครั้งในราว 1450 ปีก่อนคริสต์ศักราช


มรดกโลกทางธรรมชาติ 7 แห่ง

1. อุทยานแห่งชาติกาซีรังคา (Kaziranga National Park)

อุทยานแห่งชาติกาซีรังคา ตั้งอยู่ในใจกลางรัฐอัสสัม ประกอบไปด้วยทุ่งหญ้า เขตลุ่มน้ำ และป่าไม้เขตร้อน มีแม่น้ำไหลผ่านถึง 4 สาย และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นแหล่งขยายพันธุ์ของสัตว์ป่านานาชนิด ที่ขึ้นชื่อคือแรดนอเดียว (Great Indian One-Horned Rhinoceroses) ซึ่งมีจำนวนมากถึง 2 ใน 3 ของโลก

Kaziranga National Park
Kaziranga National Park 1 copy

2. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามานัส (Manas Wildlife Sanctuary)

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามานัส ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขาหิมาลัย ประกอบไปด้วยทุ่งหญ้าและป่าเขตร้อน เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด รวมทั้งสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เช่น เสือ หมูป่าปิ๊กมี แรดอินเดีย และช้างอินเดีย เป็นต้น

Manas Wildlife Sanctuary 1
Manas Wildlife Sanctuary copy

3. อุทยานแห่งชาติเกวลาเทวะ (Keoladeo National Park)

พื้นที่ที่เคยเป็นอุทยานแห่งชาติเกวลาเทวะมาก่อนเคยถูกสงวนไว้เป็นที่ล่าเป็ดของมหาราชา แต่ปัจจุบันเป็นพื้นที่สำคัญของนกน้ำจำนวนมากที่อพยพมาในช่วงฤดูหนาว ทั้งจากอัฟกานิสถาน เติร์กเมนิสถาน จีน และไซบีเรีย มีบันทึกว่าพบนกกว่า 364 ชนิดในอุทยานแห่งนี้ รวมทั้งนกกระเรียนไซบีเรียซึ่งหายากด้วย

Keoladeo National Park copy
Keoladeo National Park 1

4. อุทยานแห่งชาติสุนทรพน (Sundarbans National Park)

อุทยานแห่งชาติสุนทรพน ตั้งอยู่ในรัฐเบงกอลตะวันตก เป็นอุทยานแห่ง เขตรักษาพันธุ์เสือ และเขตสงวนชีวมณฑล (biosphere reserve) ในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งของเขตสุนทรพนบนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา ซึ่งเต็มไปด้วยป่าชายเลน และเป็นหนึ่งในเขตสงวนเสือโคร่งเบงกอลที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของนก และสัตว์เลื้อยคลานจำนวนมาก


5. อุทยานแห่งชาตินันทาเทวีและหุบเขาดอกไม้ (Nanda Devi and Valley of Flowers National Parks)

อุทยานแห่งชาตินันทาเทวีและหุบเขาดอกไม้ มีชื่อเสียงในทุ่งดอกไม้ฤดูหนาวหลากสีสัน ธารน้ำแข็ง ทุ่งหญ้าอัลไพน์ และพืชสมุนไพรนานาชนิด ซึ่งรายล้อมไปด้วยภูเขาที่สูงเป็นอันดับ 2 ของอินเดีย คือภูเขานันทาเทวี (Nanda Devi) นั่นเอง

Nanda Devi and Valley of Flowers National Parks 2
Nanda Devi and Valley of Flowers National Parks 1

6. เทือกเขากาตตะวันตก (Western Ghats)

เทือกเขากาตตะวันตก เป็นเทือกเขาที่พาดขนานไปกับชายฝั่งทิศตะวันตกของคาบสมุทรอินเดีย มีอายุเก่าแก่กว่าเทือกเขาหิมาลัย เป็นเทือกเขาที่แสดงถึงความสำคัญของร่องรอยทางธรณีสัณฐานอันกว้างใหญ่ และเป็น 1 ใน 8 พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก มีพันธุ์พืช และสัตว์อย่างน้อย 325 สายพันธุ์


7. อุทยานแห่งชาติหิมาลัย (Great Himalayan National Park)

อุทยานแห่งชาติหิมาลัย ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาหิมาลัย ในรัฐหิมาจัลประเทศ ทางเหนือของอินเดีย ประกอบไปด้วยยอดเขาแอลป์ ทุ่งหญ้าปนเทือกเขาแอลป์ ป่าชายเลน ธารน้ำแข็งบนภูเขา และน้ำจากการละลายของหิมะ ซึ่งกลายเป็นแหล่งน้ำให้แก่แม่น้ำหลายสาย พื้นที่แห่งนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีป่าถึง 25 ชนิด และอุดมไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์

Great Himalayan National Park
Great Himalayan National Park 1

มรดกโลกแบบผสม 1 แห่ง

1. อุทยานแห่งชาติคังเชนเซิงงา (Khangchendzonga National Park)

อุทยานแห่งชาติคังเชนเซิงงา ตั้งอยู่ในรัฐสิกขิม ใจกลางเทือกเขาหิมาลัย เป็นอุทยานแห่งชาติมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ทั้งที่ราบ หุบเขา ทะเลสาบ ธารน้ำแข็ง และยอดเขาที่ปกคลุมด้วยป่าโบราณ เช่น ยอดเขาคังเชนเซิงงา ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก มีสถานที่หลายแห่งได้รับการบูชาโดยชาวท้องถิ่น ซึ่งผูกโยงไว้กับความเชื่อทางศาสนาพุทธแบบสิกขิมที่มีมาอย่างยาวนาน

Khangchendzonga National Park 1
Khangchendzonga National Park

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก:

ศูนย์ข้อมูลมรดกโลก (Thai World Heritage Information Centre)

อำเภอใจ (อินเดีย) ทราเวล

Wikipedia

UNESCO

Unsplash

Shutterstock

และเว็บไซต์อื่นๆ ที่อาจจะไม่ทราบแหล่งที่มา

———————————

Sabaidee India | สบายดีอยู่ที่อินเดีย

อยู่และเรียนรู้อินเดีย บล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ภาษา และอาหารในอินเดีย เพราะเราอยากให้ทุกคนมารู้จักและ(อาจจะ)รักอินเดียไปด้วยกัน

Website: sabaideeindia.com

Twitter: twitter.com/sabaideeindia

Blockdit: blockdit.com/sabaideeindia

Pinterest: pinterest.com/sabaideeindia

Instagram: instagram.com/sabaideeindia

One thought on “40 แหล่งมรดกโลกในอินเดีย [อัพเดทปี 2021]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s