Udaipur (อุทัยปุระ) เมืองแห่งทะเลสาบ รัฐราชสถาน

Udaipur (อุทัยปุระ / อุดัยปูร์) เป็นเมืองในรัฐราชสถาน ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเมวาร์ (Mewar) ตั้งขึ้นโดยมหารานาอุทัย สิงห์ ที่ 2 (Udai Singh II)* แห่งแคว้น Sisodia ของราชปุต (Rajput) ตามหลังการย้ายเมืองหลวงจากจิตโตรครห์ (Chittorgarh) มาที่อุทัยปุระ หลังจิตโตรครห์ถูกยึดโดยจักรพรรดิอักบัร เมืองอุทัยปุระได้เป็นเมืองหลวงจนถึงปี 1818 เมื่อได้กลายเป็นรัฐมหาราชาภายใต้การปกครองของบริเตน

* ไกด์เล่าว่า มีเพียงพระราชาในเมืองอุทัยปุระเท่านั้นที่ถูกเรียกว่ามหารานา (Maharana) ปกติแล้วเมืองอื่นจะเรียกว่ามหาราชา (Maharaja) *

อุทัยปุระตั้งอยู่ทางใต้ของรัฐราชสถาน ใกล้กับพรมแดนของรัฐคุชราต ด้วยระยะทางประมาณ 660 กม. จากเดลี และประมาณ 800 กม. จากมุมไบ จึงเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างสองเมืองใหญ่ของอินเดีย และด้วยที่ตั้งที่อยู่ติดกับท่าเรือของรัฐคุชราต ยิ่งทำให้อุทัยปุระเป็นเมืองที่มีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของที่ตั้ง ผู้ดูแลของบริษัทอินเดียตะวันออก เจมส์ ท็อด (James Tod) เคยกล่าวชมเมืองนี้ว่าเป็น “จุดที่โรแมนติกที่สุดบนอนุทวีปอินเดีย”

ในปัจจุบัน อุทัยปุระก็ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถานที่สวยงามมากมาย เมืองอุทัยปุระได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งทะเลสาบ” (“City of Lakes”) ด้วยระบบทะเลสาบที่ซับซ้อนภายในอุทัยปุระ เมืองอุทัยปุระมีทะเลสาบเจ็ดแห่งรายล้อมเมือง

ที่มา: Wikipedia

วิวจากที่พัก จะมองเห็นทะเลสาบ Pichola และพระราชวัง City Palace อยู่ไกลๆ
บรรยากาศตอนเย็นดีมากๆ เป็นเมืองชิวๆ ไม่พลุกพล่านเหมือนชัยปุระ ค่อนข้างเงียบเลยแหละ อาจเพราะนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะเท่าไหร่
วันต่อมาเริ่มที่ City Palace สร้างมาได้ 400 กว่าปีแล้ว เป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในรัชราชสถาน และใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอินเดีย (อันดับ 1 น่าจะอยู่ที่รัฐ Kerala ถ้าจำไม่ผิด ไกด์เล่าอะไรๆ ให้ฟังเยอะมาก จำไม่หมด)
ส่วนหนึ่งใน City Palace
กระเบื้องนำเข้าจากหลายประเทศ เดาได้ว่าสมัยนั้นการค้าน่าจะรุ่งเรืองมากๆ
สีสันในห้องหนึ่งใน City Palace
ยังอยู่ที่ City Palace
ไกด์เล่าว่าสัญลักษณ์ของราชวงศ์อุทัยปุระคือพระอาทิตย์ และมีเพียงที่อุทัยปุระเท่านั้นที่เรียกพระราชาว่า “มหารานา” เมืองอื่นๆ เรียกว่า “มหาราชา”
ไกด์บอกว่านี่คือสัญลักษณ์ที่แสดงว่าพระราชวังนี้ไม่เคยถูกรุกรานจากโมกุล
สวนในพระราชวัง
แม้แต่เสายังมีความละเอียดอ่อน ทุกที่มันดูสวยงามไปหมด ทำให้ทึ่งถึงฝีมือคนออกแบบและช่างในสมัยก่อน
ห้องของมหารานี มีชิงช้าไว้นั่งเล่นเวลาแต่งตัว
โดมบนลานจัดงานแต่งงาน ไกด์เล่าว่ามีคนดังมาจัดงานแต่งงานที่นี่หลายคู่แล้ว ส่วนเราลองมโนว่าตัวเองได้รับเชิญไปเป็นแขก น่าจะมัวแต่หลงอยู่ในวังจนหาทางออกไม่ถูก
การปลูกต้นกะเพรา (Tulsi) สำหรับชาวฮินดูคือต้องปลูกไว้ที่สูง เพราะถือว่ากะเพราเป็นเทพ
ไกด์หามุมถ่ายให้ นี่คือถ่ายสะท้อนกระจกนะ แต่ออกมาเหมือนถ่ายทะลุหน้าต่าง
จากนั้นมาต่อที่วัดจักดิษ (Jagdish Temple) เดินออกมาจาก City Palace นิดเดียวก็เจอเลย
วัดนี้อายุ 300 กว่าปีแล้ว สร้างขึ้นไล่เลี่ยกับพระราชวัง City Palace
ความละเอียดของสถาปัตยกรรม ยิ่งมองก็ยิ่งสวย มีกามาสุตราแทรกอยู่ด้วยนะ
สิ่งที่เราชอบที่สุดในรัฐราชสถานคืออาหารที่นี่ เครื่องเทศมันอร่อยบอกไม่ถูก นี่คือแกงปลา เข้ากับบรรยากาศริมทะเลสาบมาก
ทะเลสาบ Fateh Sagar กินไปชมวิวไป เสียดายที่สวนกลางน้ำไม่เปิด (ปิดตั้งแต่โควิด) ไม่งั้นคงจะนั่งเรือเข้าไปเที่ยวแล้ว
ขึ้นไปชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ Monsoon Palace แต่ยังสร้างไม่เสร็จดี
คนเต็มเลยจ้าที่นี่ มารอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกเหมือนกัน
วิวจาก Monsoon Palace
และเราก็รอพระอาทิตย์ตกได้เท่านี้ กลับลงมาก่อนที่คนจะมาออกันขับรถลงเขา จบทริป 1 วันครึ่งของเรา เพราะวันอาทิตย์ต้องขับรถกลับเดลี 11-12 ชั่วโมง

———————————

Sabaidee India | สบายดีอยู่ที่อินเดีย

อยู่และเรียนรู้อินเดีย บล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ภาษา และอาหารในอินเดีย เพราะเราอยากให้ทุกคนมารู้จักและ(อาจจะ)รักอินเดียไปด้วยกัน

Website: sabaideeindia.com

Twitter: twitter.com/sabaideeindia

Blockdit: blockdit.com/sabaideeindia

Pinterest: pinterest.com/sabaideeindia

Instagram: instagram.com/sabaideeindia

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s