10 คำและสำนวนภาษาอังกฤษสไตล์อินเดีย (ภาค 2)

หลังจากที่ได้พูดถึง 10 คำและประโยคภาษาอังกฤษสไตล์อินเดีย ที่เพิ่งเคยได้ยินที่อินเดียนี่แหละ ไปเมื่อคราวก่อน ก็มีคนสนใจถามมาว่ามีคำภาษาอังกฤษสไตล์อินเดียแบบนี้อีกมั้ย ผู้เขียนก็เลยลองนั่งนึก นอนนึก สังเกตจากคนโน้นคนนี้ เพราะอยู่อินเดียมา 3 ปีแล้ว บางทีก็ชักชินกับภาษาแบบนี้จนลืมไปว่าภาษาอังกฤษแบบไหนนะคือแบบอินเดีย และก็เลยได้มาอีก 10 คำและสำนวนภาษาอังกฤษ ที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นแบบอินเดี๊ยอินเดีย เพราะไม่เคยเรียนมาแบบนี้ หรือเห็นที่ไหนมาก่อน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย!


1. only

คำแรกเลยที่ผู้เขียนรู้สึกว่าคนอินเดียเค้าใช้ไม่เหมือนใครก็คือคำว่า “only” ที่แปลว่า “เพียงแค่” “เท่านั้น” หรือ “แค่” นี่แหละ แต่ผู้เขียนมักได้ยินคนอินเดียใช้คำนี้ในความหมายอื่น หรือเพื่อเป็นคำย้ำเท่านั้น เช่น “I am here only.” คือเค้าจะบอก ฉันอยู่ตรงนี้/แถวๆ นี้แหละ หรือถ้าถามว่ามาจากไหน ก็อาจจะตอบว่า I’m from Delhi only. เพื่อย้ำว่ามาจากเดลี (คือไม่ต้องย้ำก็ได้ I get it!)

2หรืออีกแบบที่เห็นคือ เวลาเขียนเช็ค ก็จะระบุข้างหลังจำนวนเงินว่า only เช่น five hundred rupees only เหมือนที่ไทยเขียนว่า ห้าร้อยบาทถ้วน (ไม่แน่ใจว่าเป็นปกติของการเขียนเช็คเป็นภาษาอังกฤษหรือเปล่านะ แต่ผู้เขียนเพิ่งมาเห็นที่อินเดีย)

chequeman-cheque

ปล. ใครงงว่าทำไมเค้าเขียนคอมม่าใน 1 แสนแบบนั้น ย้อนไปอ่านตอนที่แล้วได้จ้า (10 คำและประโยคภาษาอังกฤษสไตล์อินเดีย)


2. back
3

อีกคำทั่วไปที่ผู้เขียนเห็นว่าคนอินเดียใช้ไม่เหมือนเราก็คือ คำว่า “back” ในความหมายของคำว่า “ago” เช่น หากเราจะพูดว่า 2 ปีที่ผ่านมา… เราก็จะพูดว่า “two years ago…” แต่คนอินเดียอาจจะใช้ว่า “two years back…” แทน ตอนแรกผู้เขียนไม่ชินเหมือนกัน แต่ตอนนี้ชักติดใช้คำว่า back แทน ago ไปซะแล้ว เพราะมันสั้นดี! แต่บางทีก็ใช้ ago เหมือนกัน สลับๆ กันไป


3. cum
4

อ๊ะๆๆ เห็นคำนี้อย่าเพิ่งคิดทะลึ่งไปนะจ๊ะ เพราะคนอินเดียไม่ได้ใช้คำนี้ในความหมายว่า “ถึงจุดสุดยอด” เท่านั้น แต่ยังใช้กันดาษดื่นในความหมายเดียวกับคำว่า “and” หรือ “combined” ด้วย ผู้เขียนเห็นคำนี้ครั้งแรกบนป้ายประชาสัมพันธ์งานอะไรสักอย่าง ที่เค้าใช้คำว่า meeting cum exhibition คือมีทั้งการประชุมและนิทรรศการ แต่คือทึ่งมากเลยว่า เฮ้ย ทำไมใช้คำนี้อะ ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตจริงๆ แต่หลังจากนั้นก็เห็นการใช้คำว่า cum อีกเยอะมาก ทั้ง sofa cum bed (โซฟาที่ปรับเป็นเตียงได้) study-cum-bedroom (ห้องนอนและห้องอ่านหนังสือในห้องเดียวกัน) แม้กระทั่งชื่อตำแหน่ง accountant cum payroll officer (นักบัญชีและเจ้าหน้าที่เงินเดือน) ฯลฯ จนผู้เขียนจะลืมไปแล้วว่าคำว่า cum มันเกี่ยวกับการโบ๊ะบ๊ะกัน

sofa cum bed

ปล. คงเป็นเพราะคนอินเดียออกเสียงคำนี้ว่า “กำ” ไม่ใช่ “คัม” เวลาพูดมันก็เลยไม่ค่อยสื่อไปทางนั้นสักเท่าไหร่ อันนี้คิดเอาเองนะคะ


4. peg
5

คำนี้แม้ว่าไม่เคยเห็นฝรั่งใช้กัน แต่คนไทยได้ฟังแล้วไม่งงแน่นอน เพราะเวลาคนอินเดียก็เรียกเหล้าแก้วหนึ่งว่า “เป๊ก” เหมือนกัน เช่น จะบอกให้เพื่อนชงเหล้าให้แก้วหนึ่ง ก็จะพูดว่า “Make me a whiskey peg.” และที่โหดคือการชงเหล้าแบบ Patiala peg ที่มีเหล้าประมาณ 120 มล. ต่อแก้ว และน้ำอีกนิดหน่อย (ปกติเวลาเราชงเหล้าก็จะใส่เหล้าแค่ 30-40 มล.) คือแก้วเดียวก็จะเมาแล้วจ้าแบบนี้

patiala peg

ปล. Patiala เป็นชื่อหนึ่งในรัฐปัญจาบ ทำไมถึงต้องเรียกว่า Patiala peg นี่ก็มีหลายทฤษฎี ผู้เขียนถามใครก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ มันทำให้สรุปได้กลายๆ ว่าคนปัญจาบีดื่มหนัก! ผู้เขียนก็เลยชอบล้อแฟนว่า sharabi Panjabi (ปัญจาบีขี้เหล้า) ฮ่าๆๆ (คำว่า sharab แปลว่าเหล้า sharabi ก็คือคนชอบกินเหล้านั่นเอง)


5. saloon

คำนี้ผู้เขียนได้ยินครั้งแรกจากแฟน นางบอกว่าผมยาวละ ไม่ได้เข้า saloon (ซาลูน) มานานละ เราก็ฮะ อะไรนะ พูดใหม่สิ? นางก็บอกว่า “ซาลูน” ไง ที่มี barber อะ เราก็บอกว่ามันออกเสียงว่า “ซาลอน” ไม่ใช่ “ซาลูน” วุ้ย นางก็บอกไม่ใช่ เรียก “ซาลูน” มาตั้งแต่เด็กแล้ว เราก็เลยลองเสิร์ชกูเกิ้ลดู ปรากฏว่าเค้าเขียนว่า saloon จริงๆ และร้านตัดผมที่อินเดียก็ใช้ทั้งคำว่า saloon และ salon เลย แต่คำนี้ฝรั่งอาจจะงงได้ เพราะภาษาอังกฤษแบบบริติชและแบบอเมริกันใช้คำว่า saloon เรียกผับ บาร์ หรือเลาจ์ที่มีเหล้าขาย ที่มี bartender ไม่ใช่ barber อะเน้อ

6
 

6. timepass
7

ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยหลายคนต้องไม่เคยเห็นคำนี้เหมือนกัน แต่ก็เดาความหมายได้ไม่ยาก time = เวลา และ pass = ผ่าน “timepass” จึงหมายถึงการทำให้เวลาผ่านไป หรือการฆ่าเวลานั่นเอง แต่คนอินเดียเค้าไม่ชอบพูดยาวๆ ว่า killing the time ค่ะ บอกว่า timepass ไปเลย จบ! เช่น “This relationship is not a timepass.” ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่การฆ่าเวลานะ (จริงจังนะเว้ย!) หรือถ้าจะบอกว่าตอนนี้ไม่ได้ทำอะไร อยู่เฉยๆ ฆ่าเวลาอยู่ ก็จะพูดว่า “I’m just passing my time.” เป็นต้น

timepass
 

7. myself + ชื่อ

คนอินเดียบางคนเวลาแนะนำตัวเองอาจจะไม่พูดว่า My name is + ชื่อ หรือ I am + ชื่อ แต่กลับพูดว่า Myself + ชื่อ ไปเลย ซึ่งแน่นอนว่าผิดแกรมมาร์ เพราะ myself มันเป็น reflexive pronoun และไม่ได้เอามาใช้ในรูปประธานของประโยคแทนตัวเองแบบนี้ และคำกริยาในประโยคก็ไม่มี มันเหมือนกับเราแนะนำตัวเองว่า “ฉันเอง+ชื่อ” คือฟังเข้าใจนะ แต่มันทะแม่งๆ ไง แต่บางทีคนอินเดียก็แนะนำตัวเองแบบนี้จริงๆ หรือบางคนก็ I myself + ชื่อ มาทั้ง I ทั้ง myself เลย ฟังทีไรก็ไม่ชินจริงๆ

8

8. the same
9

คำนี้มักจะเห็นในภาษาเขียนทั้งแบบทางการและไม่ทางการ คือเวลาพูดถึงอะไรบางอย่าง และจะกลับไปพูดถึงสิ่งนั้นอีกครั้ง ผู้เขียนสังเกตว่าคนอินเดียจะใช้คำว่า “the same” แทนสิ่งนั้นไปเลย เช่น “I need this document for the presentation. Can you please send me the same ASAP?” คือใช้คำว่า “the same” แทน “this document (for the presentation)” ไปเลย ซึ่งผู้เขียนไม่เคยเห็นการใช้ the same แบบนี้มาก่อน และถ้าเป็นผู้เขียนพูด ก็คงใช้ว่า Can you please send “it” to me? เหมือนหลักการใช้ pronoun ที่เราเคยเรียนมา ซึ่งก็เป็นการใช้ the same ที่แปลกดี และใช้ไปใช้มาก็ “ติด” เหมือนกันจ้า

the same

9. loose motion

คำนี้ผู้เขียนได้ยินครั้งแรกจากปากเพื่อนสาวที่อาการไม่ดี หน้าตาซีดๆ พอถามว่าเป็นอะไร ก็บอกว่า “I have loose motion.” ไอ้เราก็งงสิคะ อะไรวะ “อาการหลวม”? แล้วคืออะไรหลวม? เพื่อนอีกคนเห็นเราดูท่าจะไม่เก็ท ก็เลยบอกว่า “She has a diaarrhea!” ได้ศัพท์ใหม่ทันใดจ้า loose motion คือท้องเสีย! แล้วผู้เขียนก็เลยถามเพื่อนว่าทำไมต้องใช้คำว่า loose ด้วยอะ มันเกี่ยวกันยังไง เพื่อนก็บอกว่าท้องเสียก็เพราะ loose stool ไง “อึ” หลวมไง ท้องก็เลยเสีย อื้อหือ เห็นภาพเลย ไม่งงแล้วว่าอะไรหลวม ซึ่งก็ถูกของนาง ถ้าอึคับก็ท้องอืดไง พอมันหลวมก็เลยท้องเสีย โอเคจ้ะ เก็ทจ้ะ (ต้องขออภัยหากใครกำลังกินไปด้วยอ่านไปด้วยค่า)

10

10. eating my head

พูดถึงเรื่องกินแล้วต้องส่งท้ายด้วยสำนวนนี้เลย eating my head ก็แปลตรงตัวเหมือนสำนวนไทยเลยว่า “กินหัว” ใช้เวลาที่ใครพูดอะไรย้ำๆ หรือจิกเราซ้ำๆ เช่น จะเอางานตอนนี้ เร่งยิกๆๆ หรือเวลาเถียงกับแฟน เถียงๆๆ กัน ไม่จบสักที เราก็อาจจะบอกไปว่า “Stop eating my head!” หยุดกินหัวฉันได้แล้ว! เป็นต้น หรือบางครั้งก็ใช้ eating my brain ได้เหมือนกัน มันเป็นสำนวนที่มาจากการแปลตรงตัวมาจากสำนวนภาษาฮินดี mera dimag kha raha hai เหมือนที่เค้าแปล Do one thing. ที่ผู้เขียนพูดถึงในตอนก่อน (10 คำและประโยคภาษาอังกฤษสไตล์อินเดีย)

11

จบแล้วค่ะกับ 10 คำและสำนวนภาษาอังกฤษสไตล์อินเดียที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมา ย้ำอีกครั้งนะคะว่า การเขียนเรื่องภาษาอังกฤษสไตล์อินเดียไม่ได้เป็นการดูถูกหรือล้อเลียนการใช้ภาษาของชาวอินเดียแต่อย่างใด แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตในฐานะคนเรียนภาษาศาสตร์ และได้มาสัมผัสการใช้ภาษาในประเทศเค้าจริงๆ เท่านั้น ซึ่งก็ชอบค่ะ ยิ่งอยู่ก็ยิ่งได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา การเรียนรู้ไม่เคยมีวันสิ้นสุดค่ะ


12

———————————

Sabaidee India | สบายดีอยู่ที่อินเดีย

อยู่และเรียนรู้อินเดีย บล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ภาษา และอาหารในอินเดีย เพราะเราอยากให้ทุกคนมารู้จักและ(อาจจะ)รักอินเดียไปด้วยกัน

Website: sabaideeindia.com

Twitter: twitter.com/sabaideeindia

Blockdit: blockdit.com/sabaideeindia

Pinterest: pinterest.com/sabaideeindia

Instagram: instagram.com/sabaideeindia

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s