ระบบการศึกษาในอินเดีย และประสบการณ์จากทุน ICCR

สมัยเรียนปริญญาโทภาษาศาสตร์ที่ JNU เราเป็นนักศึกษาต่างชาติเพียงคนเดียวในรุ่น และยังแก่ที่สุดอีกด้วย มีเพียงคลาสเมทอินเดียคนเดียวเท่านั้นที่อ่อนกว่าเราปีหนึ่ง เพราะทำงานก่อนแล้วค่อยมาต่อโทเหมือนกัน ที่เหลืออายุประมาณ 20-22 กันทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นเพราะที่อินเดีย หากใครอยากเรียนสูงๆ เค้าก็จะเรียนกันรวดเดียวเลย พ่อแม่ก็สนับสนุนด้วย เพราะอยากให้ลูกจบมาแล้วได้งานดีๆ ทำเลย (เงินเดือนปริญญาตรีที่อินเดียนี่ถ้าลองเทียบกับบ้านเราแล้วต่ำกว่าเยอะเลย) จึงไม่น่าแปลกใจที่…

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนจบปริญญาเอกมากที่สุดในโลก

จากสถิติปี 2014 อินเดียอยู่ที่อันดับ 4 รองจากสหรัฐฯ เยอรมนี และสหราชอาณาจักร โดยมีคนจบปริญญาเอกประมาณ 24,300 คนในปีนั้น

สำหรับระบบการศึกษาในอินเดียนั้น มีทั้งส่วนคล้ายและส่วนต่างจากการศึกษาในไทย “คู่มือคนไทยในอินเดีย” จัดทำโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ได้ให้ข้อมูลไว้ดังนี้


สารบัญ


ระบบการศึกษาในอินเดีย

การศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียน

การศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนแบ่งออกเป็น 2 ช่วงตามระบบ 10+2 โดยในช่วง

10 ปีแรกเน้นความรู้ทั่วไป ส่วนในช่วง 2 ปีหลังเน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาขั้นสูง

– การศึกษาในระดับประถมศึกษา แบ่งออกเป็นระดับประถมศึกษาตอนกลาง 5 ปี (Standards I-V) และระดับประถมศึกษาตอนปลาย 3 ปี (Standards VI-VIII)

– การศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ใช้เวลา 2-4 ปี ผู้ที่ศึกษาจนจบปีที่ 10 (Standard X) จะได้รับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษา แต่หากต้องการศึกษาในระดับปริญญาตรี ต้องศึกษาต่ออีก 2 ปี (Standards XI-XII) ตามหลักสูตรและระบบการวัดผลของคณะกรรมการกลางมัธยมศึกษา (Central Board of Secondary Education – CBSE) หรือสภาวัดผลการศึกษาในโรงเรียนอินเดีย (Council for the Indian School Certificate Examinations – CISCE) เพื่อนำผลการศึกษาไปยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาขั้นสูง

การศึกษาขั้นสูง

สถาบันการศึกษาขั้นสูงที่จัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี-โท-เอก ได้แก่

1. มหาวิทยาลัย รวมถึงมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านเกษตรกรรมและแพทยศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น มหาวิทยาลัยส่วนกลาง (central universities) ซึ่งได้รับการอุดหนุนด้านงบประมาณจากกระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และมหาวิทยาลัยของรัฐ (state universities) ซึ่งจัดตั้งโดยรัฐและได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ

2. สถาบันที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่ามหาวิทยาลัย (deemed universities) ซึ่งมักมีขนาดเล็กและเปิดสอนวิชาเฉพาะทาง

3. สถาบันที่มีความสำคัญระดับชาติหรือสถาบันที่เทียบเท่ามหาวิทยาลัยซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลหรือก่อตั้งโดยรัฐบาล รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย (Indian Institute of Technology – IIT) ซึ่งปัจจุบันมี 7 แห่งทั่วประเทศ

4. วิทยาลัยเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยเปิด

5. สถาบันวิจัยภายใต้การกำกับดูแลของสภาวิจัยด้านสังคมศาสตร์อินเดีย (Indian Council of Social Science Research) ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลขอมหาวิทยาลัย


ขั้นตอนการศึกษาหลังจากสำเร็จระดับมัธยมศึกษา

1. สายวิชาชีพ

หลังจากที่นักเรียนสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนในชั้นปีที่ 10 (Standard X) ก็

สามารถเลือกที่จะเข้าฝึกอบรมเพื่อรับประกาศนียบัตรวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมหรือพาณิชย์ ในสถาบันของรัฐและเอกชน หรือเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยโปลีเทคนิค ซึ่งมีกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ

2. สายวิชาการ

2.1 ระดับปริญญาตรี ใช้เวลาศึกษา 3 ปี สำหรับสาขาศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และพาณิชยศาสตร์ สำหรับผู้ที่สนใจด้านกฎหมายสามารถเลือกศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ 5 ปี หรือศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์หลังจากสำเร็จหลักสูตรปริญญาตรีในสาขาอื่นแล้วต่ออีก 2-3 ปี

2.2 ระดับปริญญาโท ใช้เวลาศึกษา 2 ปี สำหรับสาขาศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และพาณิชยศาสตร์ โดยมากเป็นการเรียนในห้องเรียน และไม่ต้องเขียนวิทยานิพนธ์เพื่อจบหลักสูตรระดับอนุปริญญาเอกและปริญญาเอก ใช้เวลาศึกษาในระดับอนุปริญญาเอก 1 – 1.5 ปี และในระดับปริญญาเอกอีก 2 ปี โดยต้องเขียนวิทยานิพนธ์และสอบสัมภาษณ์เพื่อจบหลักสูตร


ปีการศึกษา

ปีการศึกษาในอินเดียส่วนใหญ่เริ่มในเดือนกรกฎาคมและสิ้นสุดในเดือนเมษายนของปีถัดไป โดยมีช่วงปิดภาคการศึกษาระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมในแต่ละปี


ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน

โดยมากใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี สถานศึกษาบางแห่งใช้ภาษาท้องถิ่น เช่น เบงกอลี คุชราติ ปัญจาบี ทมิฬ และ อูรดู เป็นต้น


หน่วยงานด้านการศึกษาของอินเดีย

1. คณะกรรมาธิการเงินทุนมหาวิทยาลัย (University Grants Commission – UGC) ทำหน้าที่กำกับดูแลและจัดสรรงบประมาณให้แก่มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาขั้นสูง

2. สมาคมมหาวิทยาลัยอินเดีย (Association of Indian Universities – AIU) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยในอินเดีย และดูแลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นสูง ยกเว้นเรื่องงบประมาณ

3. สภาการศึกษาด้านเทคนิคอินเดีย (All India Council for Technical Education – AICTE) ทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีและการจัดการ


ทุนการศึกษาสำหรับผู้สนใจมาศึกษาต่อในอินเดีย

รัฐบาลอินเดียให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษาไทยที่ประสงค์จะเดินทาง

มาศึกษาต่อในอินเดียเป็นประจำทุกปี โดยส่วนใหญ่เป็นทุนของสภาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอินเดีย (Indian Council for Cultural Relations – ICCR) ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสมัครขอรับทุนได้ที่สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย

iccr logo

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งได้รับทุน ICCR นี้มาเรียนปริญญาโท 2 ปี ตั้งแต่ปี 2017 ถึงปี 2019 ก็ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับอินเดีย (จนเรียนจบ แต่งงาน ทำงานอยู่อินเดียจนถึงตอนนี้นี่แหละค่ะ)

ข้อดีของทุนนี้ก็คือมันฟรี เรียนจบแล้วเราก็ไม่ต้องใช้คืน (ยกเว้นจะเรียนไม่จบ กลับบ้านไปก่อน ก็ต้องใช้คืนเท่าที่เค้าออกให้ไปแล้ว) แถมผู้เขียนยังได้รับทุนใน Mekong Ganga Scheme ด้วย ก็เลยไม่ต้องออกค่าตั๋วไปกลับเอง (แค่เฉพาะขามาและขากลับหลังเรียนจบแล้วเท่านั้นนะคะ ระหว่างนั้นไม่เกี่ยว)

ข้อเสียก็คือ เงินมันเข้าไม่เคยตรงเวลาเลยค่ะ คือเค้าจะโอนเข้าบัญชีเราทุกๆ 3 เดือน แต่คือเลททุกครั้ง บางครั้งก็เลทยาว ต้องไปตามที่สำนักงาน ซึ่งใครที่เคยไปตามเหมือนกันคงรู้กันว่าบางครั้งก็ตามยากเหลือเกิน เรื่องเอกสารกับเรื่องเงินกับพี่แขกเนี่ย (ใครที่กำลังจะได้ทุนปีต่อไปก็ขอให้โชคดีอย่าได้ไปตามบ่อยเหมือนผู้เขียนเลยนะคะ)

เพราะฉะนั้น ทางแก้ก็คือ ควรมีเงินสำรองติดตัวไว้ด้วยนะคะ ส่วนผู้เขียนนอกจากมีเงินสำรองแล้ว ก็ยังรับจ็อบงานแปล หรือบางครั้งมีงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่มีคนไทยมาออกบูธ ก็จะไปรับจ็อบขายของที่บูธด้วย ก็เลยพอประทังชีวิตไปได้ค่ะ แต่จุ๊ๆ อย่าเอ็ดไปนะคะ วีซ่านักศึกษาที่อินเดียเนี่ยเค้าไม่ให้ทำงานค่ะ


ข้อแนะนำสำหรับการสอบชิงทุน ICCR
  1. ติดตามเว็บไซต์ หรือเพจของสถานทูตอินเดียในไทยว่าจะเปิดรับสมัครเมื่อไหร่ (ประมาณปลายเดือนธันวาคมเป็นต้นไป) จากนั้นก็ศึกษารายละเอียด และกรอกใบสมัคร
  2. ตอนปี 2017 ที่ผู้เขียนสอบชิงทุนยังเป็นการกรอกเอกสารจริง ​โดยต้องเตรียมเอกสารในการสมัครให้ครบ ใช้ 5 ชุด ยื่น/ส่งไปที่สถานทูตอินเดีย เอกสารที่จำเป็นต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดด้วย แต่ตั้งแต่ปี 2019 รู้สึกว่าจะให้กรอกใบสมัครออนไลน์แล้ว
  3. ระบุสาขาและมหาวิทยาลัยที่ต้องการในใบสมัครให้ชัดเจน
  4. ส่งใบสมัครและรอวันสอบข้อเขียน ระหว่างนี้ก็ฝึกภาษาอังกฤษให้ดี ผู้เขียนฝึกจากแบบฝึกสอบ IELTS แต่ข้อสอบจริงไม่ยากขนาดนั้น
  5. สอบสัมภาษณ์เสร็จแล้ว คนที่คะแนนผ่านเกณฑ์เท่านั้นที่จะได้สอบสัมภาษณ์ ซึ่งคำถามในการสอบสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ยากอะไร กรรมการแค่ชวนคุยว่าทำไมอยากไปอินเดีย ทำไมอยากเรียนคณะนี้ ฯลฯ ใช้เวลาไม่เกิน 20-30 นาทีก็เสร็จแล้ว
  6. จากนั้นก็รอผลตอบรับจากมหาวิทยาลัยในอินเดียที่เราเลือกไป อาจช้าเร็วต่างกันไป บางคนผลอาจจะออกก่อนวันเปิดเทอมในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมเพียงไม่กี่วัน ช่วงที่รอก็ลุ้นมาก เพราะสถานทูตก็ให้คำตอบเราไม่ได้ ต้องรอผลจากอินเดียเท่านั้น (น่าสงสารพี่เจ้าหน้าที่มากที่ช่วงนี้คงโดนโทรถามไม่น้อย)
  7. พอได้ทุนแล้ว สถานทูตก็จะจัดการวีซ่าให้ทุกอย่าง บางสาขาอาจจะได้ค่าตั๋วเครื่องบินฟรีด้วย อย่างของผู้เขียนเรียนภาษาศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้ Mekhong Ganga Scheme ก็จะได้ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับฟรี
  8. เตรียมตัวไปอินเดียได้เลย พกเงินไปให้พอค่าใช้จ่ายสัก 2 เดือนแรกจะดีที่สุด เพราะบางทีอาจจะไม่ได้เงินจาก ICCR ที่อินเดียเลยทันทีและต้องสำรองจ่ายทุกอย่างไปก่อน หากมีรุ่นพี่คนไทยที่เรียนที่เมืองเดียวกันอยู่แล้วให้ติดต่อไว้ก่อนก็ดี เพราะพอไปถึงแล้วอาจจะติดขัดเหมือนผู้เขียนที่โดนโกงค่ารถตั้งแต่วันแรก และได้พักที่ไกลมหาลัยมากๆ กว่าจะได้หอพักก็เกือบ 3 อาทิตย์

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจไปเรียนต่ออินเดีย หรือมีลูกหลานกำลังจะไปบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ หากต้องการคำแนะนำหรือข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็ติดต่อผู้เขียนได้เลยค่ะ

———————————

Sabaidee India | สบายดีอยู่ที่อินเดีย

อยู่และเรียนรู้อินเดีย บล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ภาษา และอาหารในอินเดีย เพราะเราอยากให้ทุกคนมารู้จักและ(อาจจะ)รักอินเดียไปด้วยกัน

Website: sabaideeindia.com

Twitter: twitter.com/sabaideeindia

Blockdit: blockdit.com/sabaideeindia

Pinterest: pinterest.com/sabaideeindia

Instagram: instagram.com/sabaideeindia

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s